ตารางคอเลสเตอรอลในการตรวจระดับไขมันในเลือด
การตรวจระดับไขมันในเลือดเป็นหนึ่งในวิธีการประเมินสุขภาพที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่แพทย์ใช้ในการคัดกรองและติดตามความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมอง ตารางคอเลสเตอรอลที่ถูกต้องและเข้าใจง่ายจะช่วยให้คุณสามารถแปลผลค่าที่รายงานจากห้องปฏิบัติการได้ด้วยตัวเองเบื้องต้น ก่อนจะปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม ในบทความนี้เราจะอธิบายค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไขมันในเลือด ได้แก่ คอเลสเตอรอลรวม แอลดีแอล เอชดีแอล และไตรกลีเซอไรด์ พร้อมนำเสนอตารางสรุปค่าเป้าหมายสำหรับผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี โดยอ้างอิงจากแนวทางของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาและสมาคมโรคหัวใจแห่งบราซิล
คอเลสเตอรอลเป็นสารไขมันที่ร่างกายต้องการเพื่อสร้างผนังเซลล์และฮอร์โมนบางชนิด เมื่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงเกินไป โดยเฉพาะชนิดแอลดีแอลหรือไขมันไม่ดี จะทำให้เกิดการสะสมของคราบไขมันบนผนังหลอดเลือดแดง กระบวนการนี้เรียกว่าหลอดเลือดแข็ง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ในทางตรงกันข้าม เอชดีแอลหรือไขมันดีมีหน้าที่ช่วยขนส่งคอเลสเตอรอลส่วนเกินจากกระแสเลือดกลับไปยังตับเพื่อกำจัดทิ้ง ดังนั้นการรักษาสมดุลระหว่างไขมันชนิดต่าง ๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
ค่าคอเลสเตอรอลรวมที่ควรรู้
คอเลสเตอรอลรวมคือการวัดปริมาณคอเลสเตอรอลทั้งหมดในเลือด ซึ่งรวมทั้งแอลดีแอล เอชดีแอล และไขมันชนิดอื่น ๆ ค่าปกติของคอเลสเตอรอลรวมสำหรับผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 20 ปีควรต่ำกว่า 190 ถึง 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือต่ำกว่า 5.0 ถึง 5.2 มิลลิโมลต่อลิตร หากค่าอยู่ระหว่าง 200 ถึง 239 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรถือว่าอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงหรือสูงเล็กน้อย และหากสูงถึง 240 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรหรือมากกว่าจะถูกจัดอยู่ในเกณฑ์สูง ซึ่งต้องได้รับการดูแลจากแพทย์

ตามแนวทางของสมาคมโรคหัวใจแห่งบราซิลและสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา การมีคอเลสเตอรอลรวมสูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามคอเลสเตอรอลรวมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการประเมินความเสี่ยง จำเป็นต้องดูสัดส่วนของแอลดีแอลและเอชดีแอลร่วมด้วยเสมอ การตรวจเลือดแบบ fasting lipid profile จะให้ข้อมูลที่ครบถ้วนมากกว่า เนื่องจากผู้ป่วยต้องงดอาหารและเครื่องดื่มที่มีแคลอรีเป็นเวลาอย่างน้อย 9 ถึง 12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด
ตารางระดับคอเลสเตอรอลและไขมันในเลือดสำหรับผู้ใหญ่
ตารางด้านล่างนี้สรุปค่าเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของไขมันแต่ละชนิด โดยอ้างอิงจากแนวทางของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา สมาคมโรคหัวใจแห่งบราซิล และสถาบันหัวใจ ปอด และเลือดแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ตารางนี้ใช้สำหรับผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 20 ปีที่ไม่มีประวัติโรคหัวใจหรือโรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ หากคุณมีโรคประจำตัวอื่น ๆ ค่าเป้าหมายอาจแตกต่างไปตามคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษา
| ประเภทไขมัน | ระดับที่ต้องการ (mg/dL) | ระดับเสี่ยง/สูง (mg/dL) |
|---|---|---|
| คอเลสเตอรอลรวม | น้อยกว่า 200 | 200-239 (เสี่ยง) มากกว่าหรือเท่ากับ 240 (สูง) |
| แอลดีแอล (ไขมันไม่ดี) | น้อยกว่า 100 (ดีมาก) 100-129 (ต้องการ) | 130-159 (เสี่ยง) 160-189 (สูง) มากกว่าหรือเท่ากับ 190 (สูงมาก) |
| เอชดีแอล (ไขมันดี) | ชาย มากกว่าหรือเท่ากับ 40 หญิง มากกว่าหรือเท่ากับ 50 | ต่ำกว่า 40 (ชาย) ต่ำกว่า 50 (หญิง) อุดมคติทั้งสองเพศมากกว่าหรือเท่ากับ 60 |
| ไตรกลีเซอไรด์ | น้อยกว่า 150 | 150-199 (เสี่ยง) 200-499 (สูง) มากกว่าหรือเท่ากับ 500 (สูงมาก) |
จากตารางจะเห็นว่าแต่ละประเภทของไขมันมีเกณฑ์การประเมินที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะแอลดีแอลซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการตัดสินใจให้การรักษาด้วยยาลดไขมัน เช่น สแตติน สำหรับผู้ที่มีระดับแอลดีแอลสูงมากหรือมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง เอชดีแอลในระดับที่สูงกว่าค่าเป้าหมายขั้นต่ำจะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ดีขึ้น ในขณะที่ไตรกลีเซอไรด์สูงมักสัมพันธ์กับโรคอ้วน โรคเบาหวาน และการดื่มแอลกอฮอล์

แอลดีแอล ไขมันไม่ดีที่ต้องควบคุมอย่างเคร่งครัด
แอลดีแอลหรือไลโปโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ถูกเรียกว่าไขมันไม่ดีเพราะเป็นสาเหตุหลักของการสะสมคราบหินปูนในหลอดเลือดแดง ระดับแอลดีแอลที่เหมาะสมที่สุดคือต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โดยถือว่าดีมาก หากอยู่ระหว่าง 100 ถึง 129 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรยังถือว่ายอมรับได้ในผู้ที่ไม่มีความเสี่ยงสูง แต่สำหรับผู้ที่มีประวัติโรคหัวใจ โรคเบาหวาน หรือโรคไตเรื้อรัง แพทย์มักแนะนำให้ลดแอลดีแอลให้ต่ำกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ระดับแอลดีแอลที่ 130 ถึง 159 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรถือว่าเสี่ยงสูง และเมื่อสูงถึง 160 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไปจะถูกจัดอยู่ในเกณฑ์สูงถึงสูงมาก
ตามข้อมูลจาก MSD Manuals และสถาบันหัวใจ ปอด และเลือดแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา การลดแอลดีแอลสามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนอาหาร เช่น ลดการบริโภคไขมันอิ่มตัวจากเนื้อสัตว์ติดมัน เนย น้ำมันปาล์ม และผลิตภัณฑ์นมไขมันเต็ม รวมถึงลดอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดงและเครื่องในสัตว์ การเพิ่มใยอาหารชนิดละลายน้ำจากข้าวโอ๊ต ถั่วเมล็ดแห้ง และผักผลไม้บางชนิดสามารถช่วยลดแอลดีแอลได้ การออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ก็มีส่วนช่วยอย่างมาก หากการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไม่เพียงพอ แพทย์อาจสั่งยาลดไขมัน เช่น สแตติน ซึ่งเป็นยาที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หนาแน่นที่สุดในการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
เอชดีแอล ไขมันดีที่ควรส่งเสริม
เอชดีแอลหรือไลโปโปรตีนความหนาแน่นสูง ทำหน้าที่เป็นตัวกวาดล้างคอเลสเตอรอลส่วนเกินจากหลอดเลือดและเนื้อเยื่อไปยังตับเพื่อขับออกจากร่างกาย ดังนั้นการมีระดับเอชดีแอลสูงจึงช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด สำหรับผู้ชาย ระดับเอชดีแอลที่ต้องการคือ 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป ส่วนผู้หญิงต้องการ 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป ระดับที่เหมาะหรืออุดมคติสำหรับทั้งสองเพศคือ 60 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงได้มากที่สุด

ข้อมูลจาก MSD Manuals และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริการะบุว่าการเพิ่มระดับเอชดีแอลสามารถทำได้โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิก การลดน้ำหนักหากมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน การเลิกสูบบุหรี่ และการบริโภคไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง และปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า และปลาแมคเคอเรล อย่างไรก็ตามการเพิ่มเอชดีแอลด้วยยาในปัจจุบันยังไม่ประสบความสำเร็จเท่ากับการลดแอลดีแอล ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นวิธีหลักในการเพิ่มไขมันดี
ไตรกลีเซอไรด์กับความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่
ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่งที่ร่างกายใช้เป็นแหล่งพลังงาน หากคุณรับประทานแคลอรีมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ ร่างกายจะเปลี่ยนแคลอรีส่วนเกินให้เป็นไตรกลีเซอไรด์และเก็บไว้ในเซลล์ไขมัน ระดับไตรกลีเซอไรด์ที่สูงมักพบร่วมกับระดับแอลดีแอลที่สูงและเอชดีแอลที่ต่ำ ซึ่งเป็นรูปแบบของภาวะไขมันผิดปกติที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลินหรือโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกณฑ์ปกติของไตรกลีเซอไรด์คือต่ำกว่า 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ระดับระหว่าง 150 ถึง 199 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรถือว่าสูงเล็กน้อย 200 ถึง 499 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรถือว่าสูง และมากกว่าหรือเท่ากับ 500 ถือว่าสูงมาก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
ตามแนวทางของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา การลดไตรกลีเซอไรด์สามารถทำได้โดยการลดการบริโภคน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดสี เช่น ขนมปังขาว ข้าวขาว และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล การลดการดื่มแอลกอฮอล์ การออกกำลังกาย และการลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพอย่างมาก การเพิ่มกรดไขมันโอเมก้า 3 จากปลาหรืออาหารเสริมน้ำมันปลาก็ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ได้เช่นกัน ในกรณีที่ระดับสูงมาก แพทย์อาจพิจารณาใช้ยา เช่น ไฟเบรต หรือน้ำมันปลาชนิดที่มีความเข้มข้นสูง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับไขมันในเลือด
มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายของเรา ปัจจัยบางอย่างแก้ไขได้ด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ส่วนบางอย่างเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ต่อไปนี้คือรายการปัจจัยสำคัญที่คุณควรทราบ
- พันธุกรรม: ภาวะไขมันในเลือดสูงทางพันธุกรรม เช่น familial hypercholesterolemia สามารถทำให้ระดับแอลดีแอลสูงมากตั้งแต่เด็ก บุคคลที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจก่อนอายุ 55 ปีในผู้ชายหรือก่อน 65 ปีในผู้หญิงควรได้รับการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ
- อาหาร: การบริโภคไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ และคอเลสเตอรอลสูงเป็นสาเหตุหลักของระดับแอลดีแอลที่สูง การลดอาหารแปรรูป เนื้อแดง และผลิตภัณฑ์นมไขมันเต็มจะช่วยได้มาก
- น้ำหนักตัว: โรคอ้วนโดยเฉพาะไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องสัมพันธ์กับระดับไตรกลีเซอไรด์และแอลดีแอลที่สูง และเอชดีแอลที่ต่ำ การลดน้ำหนักแม้เพียง 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวสามารถปรับปรุงระดับไขมันได้อย่างมีนัยสำคัญ
- การออกกำลังกาย: การขาดกิจกรรมทางกายทำให้เอชดีแอลลดลงและแอลดีแอลและไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น การออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นประจำจะช่วยเพิ่มเอชดีแอลและลดไตรกลีเซอไรด์
- การสูบบุหรี่: สารเคมีในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดเสียหายและลดระดับเอชดีแอล การเลิกสูบบุหรี่จะช่วยเพิ่มเอชดีแอลและลดความเสี่ยงโรคหัวใจอย่างรวดเร็ว
- โรคประจำตัว: โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย และโรคไตเรื้อรังเป็นโรคที่พบบ่อยซึ่งส่งผลให้ระดับไขมันผิดปกติ การควบคุมโรคเหล่านี้จะช่วยให้ระดับไขมันดีขึ้น
การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถทำงานร่วมกับแพทย์เพื่อวางแผนป้องกันและรักษาภาวะไขมันในเลือดสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจระดับไขมันในเลือดอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีหรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ
แนวทางการใช้ตารางคอเลสเตอรอลในการประเมินสุขภาพ
ตารางคอเลสเตอรอลที่เราได้นำเสนอในบทความนี้เป็นเพียงเครื่องมือเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าใจผลตรวจเลือดของตัวเองเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยจากแพทย์ได้ เนื่องจากความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน เช่น อายุ เพศ ความดันโลหิต การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน และประวัติครอบครัว แพทย์จะใช้เครื่องมือคำนวณความเสี่ยง เช่น ASCVD Risk Estimator เพื่อประเมินว่าคุณควรเริ่มใช้ยาลดไขมันหรือไม่และควรลดค่าแอลดีแอลให้ถึงระดับใด

ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นผู้ชายอายุ 55 ปีที่มีระดับแอลดีแอล 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เอชดีแอล 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ความดันโลหิตปกติ และไม่สูบบุหรี่ แพทย์อาจแนะนำให้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตก่อน แต่หากคุณเป็นผู้หญิงอายุ 60 ปีที่มีโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง แม้ระดับแอลดีแอลจะอยู่ที่ 120 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แพทย์ก็อาจสั่งยาเพื่อให้ได้ค่าแอลดีแอลต่ำกว่า 100 หรือแม้แต่ต่ำกว่า 70 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงโดยรวม ดังนั้นการแปลผลด้วยตารางเพียงอย่างเดียวอาจทำให้คุณประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไปหรือสูงเกินไปได้
การตรวจติดตามเป็นระยะจะช่วยให้คุณและแพทย์เห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันเมื่อเวลาผ่านไป หากคุณกำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินหรือใช้ยา การตรวจซ้ำทุก 3 ถึง 6 เดือนเป็นเรื่องปกติ เมื่อค่าไขมันคงที่ในเกณฑ์เป้าหมายแล้ว การตรวจอาจถี่ขึ้นเป็นปีละครั้งหรือตามดุลยพินิจของแพทย์ อย่าลืมว่าการดูแลสุขภาพหัวใจไม่ใช่แค่การทำให้ตัวเลขในตารางอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่เป็นการปฏิบัติตนให้มีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนทั้งด้านอาหาร การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และการเลิกบุหรี่
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ในการจัดทำบทความ
เนื้อหาและตารางคอเลสเตอรอลในบทความนี้รวบรวมจากแนวทางและข้อมูลล่าสุดจากองค์กรด้านสุขภาพชั้นนำระดับโลก ดังนี้





