ระดับออทิสติกคืออะไร ทำความเข้าใจการจัดระดับในปัจจุบัน
การทำความเข้าใจระดับออทิสติกเป็นเรื่องสำคัญสำหรับครอบครัวและผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่มีภาวะออทิสติก สเปกตรัม ในอดีตการวินิจฉัยโรคออทิสติกเคยแบ่งเป็นกลุ่มย่อยหลายกลุ่ม เช่น ออทิสติกคลาสสิก แอสเพอร์เกอร์ซินโดรม และ PDD-NOS แต่ในปัจจุบันตามเกณฑ์การวินิจฉัย DSM-5 ที่เผยแพร่โดยสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน ได้เปลี่ยนแปลงการจัดประเภททั้งหมดมาเป็นการวินิจฉัยแบบรวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ชื่อ ออทิสติกสเปกตรัมดิสออร์เดอร์ (Autism Spectrum Disorder) หรือ ASD การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 และเน้นที่ระดับความรุนแรงของอาการหรือที่เรียกว่า เกรดออทิสติก ซึ่งวัดจากปริมาณการสนับสนุนที่ผู้ป่วยต้องการ ไม่ใช่จากความสามารถทางสติปัญญาหรือไอคิว
เกณฑ์การแบ่งระดับออทิสติกตาม DSM-5 มีกี่ระดับ
ระบบการวินิจฉัย DSM-5 ได้กำหนดระดับออทิสติกไว้สามระดับโดยอิงจากความต้องการการสนับสนุนในชีวิตประจำวัน แต่ละระดับสะท้อนถึงความยากลำบากในสองด้านหลักคือ ทักษะการสื่อสารทางสังคม และพฤติกรรมที่ซ้ำซากหรือจำกัด การแบ่งระดับนี้ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์และครอบครัวสามารถวางแผนการดูแลและการบำบัดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละบุคคลได้ โดยระดับเหล่านี้ไม่ได้ตายตัวและสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อผู้ป่วยได้รับการบำบัดหรือพัฒนาทักษะใหม่ๆ ระดับออทิสติกทั้งสามระดับมีดังนี้
ระดับที่ 1 ออทิสติกระดับต้องการการสนับสนุนน้อย
ระดับที่ 1 หรือ Level 1 ในภาษาอังกฤษ เป็นระดับที่ต้องการการสนับสนุนน้อยที่สุด ผู้ที่มีออทิสติกระดับนี้สามารถพูดคุยสื่อสารได้ มีทักษะทางภาษาใกล้เคียงปกติ สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเองในหลายด้าน แต่ยังคงมีปัญหาในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างชัดเจน เช่น การเริ่มต้นสนทนาหรือการรักษาความสัมพันธ์ การเข้าใจมุกตลกหรือภาษาพูดที่ไม่ตรงไปตรงมา รวมถึงการปรับตัวเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในกิจวัตรประจำวันหรือในสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน คนกลุ่มนี้มักสามารถทำงานและเรียนในระบบปกติได้หากได้รับการสนับสนุนบางประการ เช่น การจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การมีผู้ช่วยในบางช่วงเวลา หรือการฝึกทักษะทางสังคมอย่างต่อเนื่อง

ระดับที่ 2 ออทิสติกระดับต้องการการสนับสนุนมาก
ระดับที่ 2 หรือ Level 2 จัดเป็นออทิสติกที่ต้องการการสนับสนุนในระดับสูง ผู้ที่มีภาวะนี้จะมีข้อบกพร่องที่ชัดเจนในทักษะการสื่อสารทั้งการพูดและภาษากาย แม้จะสามารถสื่อสารเป็นคำพูดได้ แต่บทสนทนามักไม่ยืดหยุ่นและตอบสนองต่อผู้อื่นได้จำกัด การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมทำได้เพียงระยะสั้นและเกิดขึ้นได้เฉพาะเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากผู้ดูแล พฤติกรรมที่ซ้ำซากและความยืดหยุ่นทางความคิดที่ต่ำลงจะเห็นได้บ่อยครั้ง ทำให้การเปลี่ยนแปลงกิจวัตรหรือสภาพแวดล้อมเป็นเรื่องยากลำบากและสร้างความทุกข์ใจอย่างมาก ผู้ที่มีออทิสติกระดับนี้จำเป็นต้องได้รับการบำบัดอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เช่น การฝึกทักษะทางสังคมแบบเฉพาะเจาะจง การบำบัดด้านพฤติกรรม และการใช้ภาพหรือตารางเวลาเพื่อช่วยในการสื่อสารและการวางแผนชีวิต
ระดับที่ 3 ออทิสติกระดับต้องการการสนับสนุนมากที่สุด
ระดับที่ 3 หรือ Level 3 เป็นระดับที่รุนแรงที่สุดของออทิสติก ผู้ป่วยในระดับนี้ต้องการการสนับสนุนอย่างมากที่สุดในทุกด้านของชีวิตประจำวัน โดยมีข้อบกพร่องรุนแรงในทักษะการสื่อสารทั้งทางวาจาและอวัจนภาษา มักพูดได้น้อยมากหรือไม่พูดเลย และเมื่อมีการตอบสนองต่อการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก็เป็นไปในรูปแบบที่ผิดปกติหรือจำกัด การมีพฤติกรรมซ้ำซากและความยืดหยุ่นต่ำอย่างรุนแรงทำให้ผู้ป่วยมีความทุกข์ใจอย่างมากเมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงหรือสิ่งที่คาดไม่ถึง การดูแลผู้ที่มีออทิสติกระดับนี้ต้องอาศัยทีมสหวิชาชีพที่ประกอบด้วยแพทย์ นักกิจกรรมบำบัด นักจิตวิทยา และนักบำบัดการพูด รวมถึงครอบครัวที่ให้การดูแลแบบใกล้ชิดตลอดเวลา การสนับสนุนในระดับนี้มักรวมถึงการใช้เทคโนโลยีช่วยเหลือ การสื่อสารทางเลือก และการปรับสภาพแวดล้อมที่บ้านและโรงเรียนให้ปลอดภัยและสงบ
ตารางเปรียบเทียบระดับออทิสติกตาม DSM-5
ตารางด้านล่างนี้สรุปความแตกต่างของทั้งสามระดับในมิติต่างๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

| ระดับออทิสติก | การสื่อสารทางสังคม | พฤติกรรมซ้ำซาก | ระดับการสนับสนุนที่ต้องการ |
|---|---|---|---|
| ระดับ 1 (ต้องการการสนับสนุน) | มีปัญหาในการเริ่มต้นและรักษาการสนทนา การเข้าใจความสัมพันธ์ทางสังคม | มีความยืดหยุ่นต่ำพอสมควร มีปัญหาในการเปลี่ยนกิจกรรม | การสนับสนุนเล็กน้อย เช่น ฝึกทักษะสังคมหรือการจัดสภาพแวดล้อม |
| ระดับ 2 (ต้องการการสนับสนุนมาก) | ข้อบกพร่องชัดเจนทั้งภาษาและอวัจนภาษา ปฏิสัมพันธ์จำกัด | พฤติกรรมซ้ำซากปรากฏชัดเจน มีความทุกข์เมื่อเปลี่ยนกิจวัตร | การสนับสนุนอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง |
| ระดับ 3 (ต้องการการสนับสนุนมากที่สุด) | ข้อบกพร่องรุนแรง สื่อสารด้วยคำพูดน้อยมาก | พฤติกรรมซ้ำซากและความไม่ยืดหยุ่นรุนแรงมาก | การสนับสนุนที่รอบด้านและใกล้ชิดตลอดเวลา |
ความแตกต่างระหว่างระดับออทิสติกกับความสามารถทางสติปัญญา
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการเชื่อมโยงระดับออทิสติกเข้ากับระดับสติปัญญา ในความเป็นจริง ระดับออทิสติกที่วัดตาม DSM-5 นั้นไม่ได้บ่งบอกว่าใครฉลาดหรือไม่ฉลาดเลยแม้แต่น้อย ผู้ที่มีออทิสติกระดับ 2 หรือ 3 สามารถมีไอคิวสูงและมีความสามารถพิเศษเฉพาะด้าน เช่น ความจำยอดเยี่ยม ทักษะทางดนตรี ศิลปะ หรือคณิตศาสตร์ ในขณะที่ผู้ที่มีออทิสติกระดับ 1 อาจมีข้อจำกัดทางสติปัญญาบางประการร่วมด้วย การจัดระดับนี้มีจุดประสงค์เพื่อระบุปริมาณการสนับสนุนที่จำเป็นเท่านั้นไม่ใช่การตีตราหรือประเมินศักยภาพ
รายการข้อควรรู้เกี่ยวกับระดับออทิสติก
เพื่อให้ภาพรวมชัดเจนยิ่งขึ้น นี่คือประเด็นสำคัญที่ควรทราบเกี่ยวกับเกรดออทิสติก
- ระดับออทิสติกไม่ใช่การตายตัว เปลี่ยนแปลงได้ตามการพัฒนาและการบำบัด
- การวินิจฉัยระดับต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่นที่มีประสบการณ์
- ระดับที่ 1 มักถูกมองข้ามหรือวินิจฉัยช้าเนื่องจากอาการไม่รุนแรง
- การสนับสนุนที่เหมาะสมสามารถช่วยพัฒนาทักษะทางสังคมและการสื่อสารได้ทุกระดับ
- ไม่มีคำว่ารักษาหายสำหรับออทิสติก แต่การบำบัดช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
- ครอบครัวและผู้ดูแลมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนผู้ที่มีออทิสติกทุกคน
การวินิจฉัยระดับออทิสติกในประเทศไทย
ในประเทศไทย ระบบการวินิจฉัยออทิสติกนั้นใช้เกณฑ์ DSM-5 เช่นเดียวกันกับนานาชาติ โดยสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์และโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนหลายแห่งมีทีมสหวิชาชีพในการประเมินและวินิจฉัย การที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองสังเกตเห็นความผิดปกติในพัฒนาการของลูกตั้งแต่ช่วงอายุ 18 เดือนถึง 3 ปีเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะการตรวจพบและการแทรกแซงตั้งแต่เนิ่นสามารถสร้างความแตกต่างอย่างมากต่อพัฒนาการในระยะยาว การบำบัดที่พบบ่อยในประเทศไทยรวมถึงการฝึกทักษะทางสังคม การบำบัดแบบ Applied Behavior Analysis หรือ ABA การบำบัดการพูด และกิจกรรมบำบัด

ความสำคัญของภาษาและการสื่อสารในการทำความเข้าใจระดับออทิสติก
คำว่า เกรดออทิสติก หรือ กรวดออทิสติก ที่บางคนใช้เป็นคำที่มาจากภาษาโปรตุเกส grau de autismo ซึ่งแปลว่าระดับของออทิสติก การใช้ภาษาไทยที่เข้าใจง่ายจะช่วยลดความสับสนและเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลสำหรับครอบครัวและผู้ที่สนใจ การเรียนรู้และเข้าใจความหมายของแต่ละระดับทำให้สังคมสามารถปรับทัศนคติและให้การสนับสนุนที่เหมาะสมแก่บุคคลออทิสติกได้อย่างถูกต้อง การยอมรับความหลากหลายทางระบบประสาทเป็นก้าวสำคัญของการสร้างสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
การสนับสนุนและการบำบัดตามระดับความต้องการ
แม้ว่าระดับออทิสติกจะบ่งบอกถึงความต้องการการสนับสนุน แต่การบำบัดที่เหมาะสมจะต้องออกแบบให้เข้ากับลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล สำหรับระดับที่ 1 การฝึกทักษะทางสังคมและการเรียนรู้การปรับตัวอาจเพียงพอ ในขณะที่ระดับที่ 2 และ 3 ต้องการการบำบัดที่เข้มข้นกว่า เช่น การบำบัดพฤติกรรมแบบเข้มข้น การใช้ระบบสื่อสารแบบภาพ PECS หรือการใช้อุปกรณ์สื่อสารช่วยเหลือ การปรับสภาพแวดล้อมไม่ให้ตื่นเต้นมากเกินไปก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะผู้ที่มีออทิสติกระดับสูงอาจมีการรับรู้ทางประสาทสัมผัสที่ไวเกิน
สำหรับผู้ที่มีออทิสติกระดับ 3 ซึ่งต้องการการสนับสนุนมากที่สุด การมีทีมดูแลที่ประกอบด้วยนักกิจกรรมบำบัด นักกายภาพบำบัด และนักจิตวิทยาเป็นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วน พวกเขาต้องการความช่วยเหลือในการทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน เช่น การรับประทานอาหาร การอาบน้ำ การแต่งตัว และการเคลื่อนไหว การสร้างกิจวัตรประจำวันที่แน่นอนและคาดเดาได้จะช่วยลดความวิตกกังวลและพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ การบำบัดต้องดำเนินอย่างต่อเนื่องและปรับเปลี่ยนตามสภาพของผู้ป่วย จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัวและโรงเรียนอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ยังมีการบำบัดเสริมอื่นๆ เช่น ดนตรีบำบัด ศิลปะบำบัด และการบำบัดด้วยสัตว์เลี้ยง ที่สามารถช่วยพัฒนาทักษะทางอารมณ์และการเข้าสังคมได้ในบางกรณี แต่ต้องอยู่ภายใต้การแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบำบัดและแนวทางการดูแลสามารถหาได้จาก สถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้สำหรับทั้งบุคลากรทางการแพทย์และครอบครัว
การเปลี่ยนแปลงระดับออทิสติกเมื่อเวลาผ่านไป
ระดับออทิสติกไม่ใช่สิ่งที่คงที่ ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถเปลี่ยนจากระดับหนึ่งไปสู่อีกระดับหนึ่งได้เมื่อได้รับการบำบัดที่เหมาะสมและมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น เด็กที่มีออทิสติกระดับ 3 เมื่อได้รับการบำบัดตั้งแต่เนิ่นและต่อเนื่องอาจพัฒนาทักษะการสื่อสารจนสามารถย้ายมาอยู่ในระดับ 2 หรือแม้แต่ระดับ 1 ได้เมื่อโตขึ้น ในทางกลับกัน หากไม่ได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสมสภาพของผู้ป่วยอาจแย่ลงได้ ดังนั้น การประเมินระดับออทิสติกควรทำเป็นระยะเพื่อปรับแผนการดูแลให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป
การติดตามข้อมูลการวิจัยและแนวปฏิบัติใหม่ๆ อยู่เสมอเป็นสิ่งสำคัญ องค์การอนามัยโลก รายงานว่าทั่วโลกมีประชากรประมาณ 1 ใน 127 คนที่อยู่ในสเปกตรัมออทิสติก ตัวเลขนี้เน้นให้เห็นว่าออทิสติกเป็นภาวะที่พบได้ไม่น้อย และสังคมควรมีความพร้อมในการรองรับความหลากหลายนี้

การสร้างความเข้าใจและการลดตราบาปทางสังคม
สังคมไทยยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับออทิสติกอยู่มาก หลายคนเชื่อว่าออทิสติกเป็นโรคที่เกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่ดีหรือเป็นโรคติดต่อ ความเชื่อเหล่านี้สร้างตราบาปและทำให้ครอบครัวรู้สึกละอายในการขอความช่วยเหลือ การให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับระดับออทิสติกจะช่วยลดความอับอายและส่งเสริมให้ครอบครัวมองหาการวินิจฉัยและการบำบัดแต่เนิ่นมากขึ้น การยอมรับว่าออทิสติกเป็นความหลากหลายทางระบบประสาทรูปแบบหนึ่งไม่ใช่ความผิดปกติที่ต้องแก้ไข แต่เป็นการที่สมองทำงานแตกต่างจากคนส่วนใหญ่
การสนับสนุนจากสังคมที่เปิดกว้าง เช่น การจัดสถานที่สาธารณะที่เป็นมิตรกับประสาทสัมผัส การให้โอกาสทางการศึกษาและการจ้างงานที่เท่าเทียม จะช่วยให้บุคคลออทิสติกทุกคนมีชีวิตที่มีคุณภาพและมีความสุขในแบบของตนเอง การรู้จักระดับออทิสติกอย่างถูกต้องจะช่วยให้ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและยอมรับเพื่อนร่วมสังคมที่มีความแตกต่างได้อย่างจริงใจ
เอกสารอ้างอิง
American Psychiatric Association. (2013). Diagnostic and statistical manual of mental disorders (5th ed.). Arlington, VA: American Psychiatric Publishing. เป็นแหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ในการแบ่งระดับออทิสติกทั้งสามระดับตามความต้องการการสนับสนุน การศึกษาครั้งนี้ยังอ้างอิงข้อมูลจาก Autism Speaks องค์กรที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการวินิจฉัยและการใช้ชีวิตของบุคคลออทิสติก และจาก National Institute of Mental Health ที่ให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการบำบัดและการวิจัยในปัจจุบัน รวมถึงรายงานประจำปีขององค์การอนามัยโลกที่ระบุความชุกของออทิสติกทั่วโลก แหล่งข้อมูลเหล่านี้มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับในวงการแพทย์และจิตวิทยาระหว่างประเทศ





