วิธีปิด VPN บนคอมพิวเตอร์อย่างง่ายและรวดเร็ว

ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการปิด VPN บนคอมพิวเตอร์

VPN หรือ Virtual Private Network เป็นเครื่องมือที่ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตามในบางสถานการณ์ผู้ใช้อาจต้องการปิดการทำงานของ VPN เพื่อเข้าถึงเนื้อหาท้องถิ่นหรือแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อที่ผิดปกติ การปิด VPN บนคอมพิวเตอร์นั้นเป็นกระบวนการที่ไม่ซับซ้อนและสามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการที่คุณใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Windows หรือ macOS บทความนี้จะอธิบายขั้นตอนการปิด VPN อย่างละเอียด ตั้งแต่การใช้แอปพลิเคชัน VPN โดยตรง การปรับแต่งการตั้งค่าระบบ ไปจนถึงการใช้คำสั่ง PowerShell สำหรับผู้ใช้ขั้นสูง

วิธีการปิด VPN ผ่านแอปพลิเคชันที่ติดตั้งไว้

วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดในการปิด VPN คือการใช้แอปพลิเคชัน VPN ที่คุณติดตั้งไว้บนคอมพิวเตอร์ แอปพลิเคชันส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณแถบงาน (Taskbar) หรือพื้นที่แจ้งเตือน (Notification Area) ที่มุมขวาล่างของหน้าจอสำหรับ Windows หรือแถบเมนูด้านบนสำหรับ macOS คุณสามารถคลิกขวาหรือคลิกซ้ายที่ไอคอนของแอปพลิเคชัน VPN และมองหาปุ่ม Disconnect หรือ Desconectar เพื่อยกเลิกการเชื่อมต่อ VPN ทันที หากแอปพลิเคชันมีหน้าต่างหลัก คุณอาจต้องเปิดแอปขึ้นมาแล้วคลิกปุ่มปิดการเชื่อมต่อ กระบวนการนี้เป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดเพราะไม่ต้องเข้าไปยุ่งกับการตั้งค่าระบบที่ซับซ้อน

วิธีปิด VPN บนคอมพิวเตอร์อย่างง่ายและรวดเร็ว - 1

การปิด VPN ใน Windows 10 และ Windows 11 ผ่านเมนูเครือข่าย

Windows มีเมนูเครือข่ายที่รวมการจัดการการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต Wi-Fi และ VPN ไว้ในที่เดียวกัน สำหรับการปิด VPN ใน Windows 10 หรือ Windows 11 คุณสามารถคลิกที่ไอคอนเครือข่ายหรือ Wi-Fi ที่มุมขวาล่างของแถบงาน เมนูจะแสดงรายการเครือข่ายที่พร้อมใช้งานรวมถึงการเชื่อมต่อ VPN ที่กำลังทำงานอยู่ คลิกที่ชื่อการเชื่อมต่อ VPN แล้วเลือก Disconnect หรือ Desligar เพื่อตัดการเชื่อมต่อทันที ข้อดีของวิธีนี้คือคุณไม่จำเป็นต้องเปิดแอปพลิเคชัน VPN เลย เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้การเชื่อมต่อ VPN แบบระบบปฏิบัติการโดยตรงหรือใช้แอปที่รองรับการทำงานร่วมกับเมนูเครือข่ายของ Windows

การลบการเชื่อมต่อ VPN ออกจาก Windows อย่างถาวร

หากคุณต้องการหยุดใช้ VPN อย่างถาวรและไม่ต้องการให้มีโปรไฟล์ VPN หลงเหลืออยู่ในระบบ Windows มีตัวเลือกให้ลบการเชื่อมต่อ VPN ออกจากการตั้งค่าได้ โดยเข้าไปที่การตั้งค่าระบบ (Settings) เลือก Network and Internet จากนั้นคลิกที่ VPN คุณจะเห็นรายการการเชื่อมต่อ VPN ที่เคยสร้างไว้ คลิกที่ชื่อการเชื่อมต่อ VPN ที่ต้องการลบแล้วเลือก Remove การดำเนินการนี้จะลบโปรไฟล์ VPN ทั้งหมดออกจากคอมพิวเตอร์ของคุณ อย่างไรก็ตามควรทราบว่าการลบโปรไฟล์ VPN ไม่ได้ปิดการเชื่อมต่อที่กำลังทำงานอยู่โดยอัตโนมัติ คุณต้องปิดการเชื่อมต่อก่อนลบโปรไฟล์เสมอ มิฉะนั้นคุณจะต้องเริ่มต้นการเชื่อมต่อใหม่แล้วปิดอีกครั้ง

วิธีปิด VPN บนคอมพิวเตอร์อย่างง่ายและรวดเร็ว - 2

การปิด VPN บน macOS ผ่านการตั้งค่าระบบ

สำหรับผู้ใช้ Mac การปิด VPN สามารถทำได้ผ่านการตั้งค่าระบบ (System Settings หรือ System Preferences ขึ้นอยู่กับรุ่นของ macOS) โดยไปที่ Network แล้วเลือกการเชื่อมต่อ VPN จากรายการบริการเครือข่ายทางด้านซ้าย เมื่อเลือกแล้วจะเห็นสถานะการเชื่อมต่อและปุ่ม Disconnect อยู่ที่ด้านล่างของหน้าต่าง คลิกปุ่มนี้เพื่อยกเลิกการเชื่อมต่อ VPN นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ไอคอน VPN ในแถบเมนูด้านบนของหน้าจอได้หากมีการเปิดใช้งานไว้ ไอคอนนี้มักเป็นรูปกุญแจหรือสัญลักษณ์เฉพาะของแอป VPN คลิกที่ไอคอนแล้วเลือก Disconnect เพื่อปิด VPN อย่างรวดเร็ว วิธีการทั้งสองแบบนี้เป็นมาตรฐานสำหรับ macOS และทำงานได้กับ VPN ทุกประเภทที่ติดตั้งผ่านการตั้งค่าระบบ

การใช้ PowerShell ปิด VPN ใน Windows สำหรับผู้ใช้ขั้นสูง

สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการควบคุมการปิด VPN ผ่านคำสั่งหรือทำงานอัตโนมัติ Windows มีเครื่องมือ PowerShell ที่สามารถจัดการการเชื่อมต่อ VPN ได้ คุณต้องเปิด PowerShell ในฐานะผู้ดูแลระบบ (Run as administrator) โดยคลิกขวาที่ปุ่ม Start แล้วเลือก Windows PowerShell (Admin) หรือ Terminal (Admin) เมื่อหน้าต่าง PowerShell เปิดขึ้นมา ให้พิมพ์คำสั่งต่อไปนี้แล้วกด Enter: Get-VpnConnection | Where-Object {$_.ConnectionStatus -eq "Connected"} | Disconnect-VpnConnection คำสั่งนี้จะตรวจสอบการเชื่อมต่อ VPN ที่กำลังทำงานอยู่ทั้งหมดและตัดการเชื่อมต่อโดยอัตโนมัติ วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการปิด VPN หลายตัวพร้อมกันหรือต้องการรวมกับสคริปต์อื่น ควรทราบว่าคำสั่งนี้ใช้ได้เฉพาะกับ VPN ที่สร้างผ่านการตั้งค่า Windows เท่านั้น ไม่ใช่แอปพลิเคชัน VPN จากบริษัทภายนอก

วิธีปิด VPN บนคอมพิวเตอร์อย่างง่ายและรวดเร็ว - 3

ข้อควรพิจารณาก่อนปิด VPN

การปิด VPN มีผลกระทบต่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวออนไลน์ของคุณทันที เมื่อปิด VPN ที่อยู่ IP จริงของคุณจะถูกเปิดเผยต่อเว็บไซต์และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของคุณ อาจทำให้ข้อมูลการท่องเว็บของคุณถูกติดตามได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้เนื้อหาบางอย่างที่ถูกจำกัดตามภูมิภาคอาจเข้าถึงไม่ได้อีกต่อไปหากคุณปิด VPN ที่ใช้เซิร์ฟเวอร์ในประเทศอื่น ดังนั้นคุณควรปิด VPN เฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น เช่น เมื่อต้องการเข้าถึงบริการธนาคารออนไลน์ในประเทศของคุณหรือเมื่อพบปัญหาเครือข่ายที่เกิดจาก VPN หากคุณกังวลเรื่องความปลอดภัยควรพิจารณาใช้ VPN อีกครั้งหลังจากทำธุระเสร็จ

ตารางเปรียบเทียบวิธีการปิด VPN ในระบบปฏิบัติการต่างๆ

ระบบปฏิบัติการ วิธีการที่ง่ายที่สุด วิธีการขั้นสูง หมายเหตุ
Windows 10/11 คลิกไอคอนเครือข่ายที่แถบงาน เลือก VPN แล้วคลิก Disconnect ใช้ PowerShell ด้วยคำสั่ง Get-VpnConnection และ Disconnect-VpnConnection ใช้ได้กับ VPN ที่ตั้งค่าระบบเท่านั้น
macOS ไปที่ System Settings > Network เลือก VPN แล้วคลิก Disconnect ใช้ Terminal ด้วยคำสั่ง networksetup -disconnectpppoeservice "ชื่อVPN" ต้องทราบชื่อที่แน่นอนของการเชื่อมต่อ

รายการปัญหาที่พบบ่อยเมื่อปิด VPN และวิธีแก้ไข

  • VPN ยังคงทำงานอยู่แม้กด Disconnect: ลองปิดแอปพลิเคชัน VPN ทั้งหมดจาก Task Manager หรือ Force Quit บน Mac
  • ไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหลังปิด VPN: รีเซ็ตการตั้งค่าเครือข่ายหรือรีสตาร์ทเราเตอร์
  • การตั้งค่า VPN หายไปหลังลบโปรไฟล์: คุณต้องสร้างโปรไฟล์ใหม่หรือติดตั้งแอป VPN อีกครั้ง
  • คำสั่ง PowerShell ไม่ทำงาน: ตรวจสอบว่าคุณรัน PowerShell ในฐานะผู้ดูแลระบบและพิมพ์คำสั่งถูกต้อง
  • ไอคอน VPN ไม่แสดงในแถบงาน: เปิดแอป VPN ด้วยตนเองหรือตรวจสอบการตั้งค่าการแจ้งเตือนของ Windows

การปิด VPN บน Windows ผ่านการตั้งค่าเครือข่ายโดยละเอียด

นอกจากการใช้เมนูเครือข่ายแล้ว คุณยังสามารถปิด VPN โดยตรงผ่านการตั้งค่าเครือข่ายใน Windows ได้อีกด้วย โดยเข้าไปที่ Settings > Network and Internet > VPN คุณจะเห็นรายการการเชื่อมต่อ VPN ทั้งหมดที่ถูกสร้างไว้ในระบบ คลิกที่การเชื่อมต่อที่กำลังทำงานอยู่ คุณจะเห็นปุ่ม Disconnect ปรากฏขึ้น การคลิกปุ่มนี้จะตัดการเชื่อมต่อ VPN ทันที ข้อดีของวิธีนี้คือคุณสามารถดูรายละเอียดของการเชื่อมต่อ เช่น ชื่อเซิร์ฟเวอร์และประเภทของ VPN ได้ก่อนตัดสินใจปิด การตั้งค่านี้ยังอนุญาตให้คุณปรับเปลี่ยนคุณสมบัติอื่นๆ ของการเชื่อมต่อ VPN เช่น การกำหนดค่า DNS หรือการตั้งค่าโปรโตคอล ก่อนที่จะปิดการเชื่อมต่อ

วิธีปิด VPN บนคอมพิวเตอร์อย่างง่ายและรวดเร็ว - 4

การปิด VPN บน macOS ผ่านเมนูแถบด้านบน

macOS มีวิธีที่สะดวกในการปิด VPN ผ่านเมนูแถบด้านบนหรือ menu bar หากคุณได้เปิดใช้งานการแสดงไอคอน VPN ไว้ในแถบเมนู คุณจะเห็นไอคอนรูปสถานะ VPN เช่น รูกุญแจหรือชื่อผู้ให้บริการ คลิกที่ไอคอนนั้นแล้วเลือก Disconnect จากเมนูแบบเลื่อนลง วิธีนี้ช่วยให้คุณปิด VPN ได้โดยไม่ต้องเปิดการตั้งค่าระบบ หากคุณไม่เห็นไอคอน VPN ในแถบเมนู คุณสามารถเปิดใช้งานได้โดยไปที่ System Settings > Network > VPN > Advanced และเลือก Show VPN status in menu bar หลังจากนั้นไอคอนจะปรากฏขึ้นและคุณสามารถปิด VPN ได้ด้วยการคลิกเพียงครั้งเดียว

ข้อควรระวังเมื่อใช้คำสั่ง PowerShell ปิด VPN

การใช้ PowerShell เพื่อปิด VPN เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพแต่ก็ต้องระมัดระวังด้วย คำสั่ง Get-VpnConnection และ Disconnect-VpnConnection จะทำงานเฉพาะกับ VPN ที่สร้างผ่านการตั้งค่า Windows เท่านั้น เช่น VPN แบบ L2TP, PPTP หรือ IKEv2 สำหรับ VPN จากบริษัทภายนอกที่ติดตั้งแอปพลิเคชันของตนเอง คำสั่งนี้อาจไม่สามารถตรวจจับหรือปิดการเชื่อมต่อได้ นอกจากนี้การรัน PowerShell ในฐานะผู้ดูแลระบบอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงประสงค์หากคุณพิมพ์คำสั่งผิด ดังนั้นควรตรวจสอบสถานะการเชื่อมต่อก่อนเสมอด้วยคำสั่ง Get-VpnConnection โดยไม่มีตัวกรอง เพื่อดูว่ารายการที่ตัดการเชื่อมต่อนั้นถูกต้อง

วิธีปิด VPN บนคอมพิวเตอร์อย่างง่ายและรวดเร็ว - 5

การปิด VPN แบบอัตโนมัติด้วยสคริปต์

สำหรับผู้ใช้ที่ต้องปิด VPN บ่อยครั้งหรือทำงานหลายเครื่อง คุณสามารถสร้างสคริปต์เพื่อปิด VPN อัตโนมัติได้ บน Windows คุณสามารถใช้ PowerShell และบันทึกเป็นไฟล์ .ps1 แล้วเรียกใช้เมื่อต้องการ บน macOS คุณสามารถใช้ Terminal และสร้างสคริปต์แบบ AppleScript หรือ Bash ตัวอย่างสคริปต์อย่างง่ายสำหรับ macOS คือ: networksetup -disconnectpppoeservice "ชื่อVPN" คุณต้องแทนที่ชื่อVPN ด้วยชื่อที่แน่นอนของการเชื่อมต่อ VPN ของคุณ การใช้สคริปต์ช่วยลดเวลาและลดความผิดพลาดในการปิด VPN แบบแมนนวล โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องทำงานกับหลายเครือข่ายหรือหลายโปรไฟล์ VPN

การเชื่อมต่อ VPN ที่ใช้ในองค์กรและวิธีการปิด

ในสภาพแวดล้อมองค์กร VPN มักถูกตั้งค่าโดยผู้ดูแลระบบและอาจมีการกำหนดนโยบายความปลอดภัยที่เข้มงวด การปิด VPN ในองค์กรอาจต้องใช้วิธีการที่แตกต่างออกไป บางองค์กรอนุญาตให้ผู้ใช้ปิด VPN ผ่านแอปพลิเคชันขององค์กรหรือผ่านการตั้งค่าเครือข่ายโดยตรง แต่องค์กรอื่นๆ อาจไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ปิด VPN ด้วยตนเองเพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล หากคุณเป็นพนักงานควรตรวจสอบนโยบายการใช้ VPN ขององค์กรก่อนปิด ในกรณีที่คุณเป็นผู้ดูแลระบบ คุณสามารถใช้ Group Policy หรือ Mobile Device Management เพื่อควบคุมการปิด VPN จากส่วนกลาง

แหล่งอ้างอิง

ข้อมูลในบทความนี้รวบรวมจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้หลายแหล่ง รวมถึงคู่มือจากผู้ให้บริการ VPN และเอกสารสนับสนุนจาก Microsoft และ Apple โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปิด VPN บน Windows ได้จาก Microsoft Q&A ที่ Microsoft Learn และสำหรับผู้ใช้ Mac คู่มือจาก Surfshark ที่ Surfshark Blog ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

VPN คอมพิวเตอร์ Windows Mac เครือข่าย ความปลอดภัย การตั้งค่า
ข้อควรระวัง ข้อมูลนี้ใช้เพื่อการแนะนำทั่วไป
ผู้เขียน

Stefano Barcellos

ผู้ร่วมเขียนที่ Visite Barbados

« โพสต์ก่อนหน้า
จัดการรหัสผ่านใน Windows 11 อย่างปลอดภัยและง่ายขึ้น

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง