วิธีจับภาพหน้าจอในแล็ปท็อปแบบง่ายๆ สำหรับทุกคน
การจับภาพหน้าจอหรือที่หลายคนเรียกว่าการแคปหน้าจอเป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับผู้ใช้แล็ปท็อปทุกคน ไม่ว่าคุณจะต้องการบันทึกข้อมูลสำคัญ แชร์ข้อความสนุกๆ หรือเก็บภาพหน้าจอเพื่อการทำงาน การรู้วิธีที่ถูกต้องจะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของคุณ ในบทความนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับวิธีการจับภาพหน้าจอในแล็ปท็อปที่หลากหลาย ตั้งแต่วิธีพื้นฐานไปจนถึงวิธีที่ซับซ้อนมากขึ้น พร้อมคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ใช้ Windows ทุกคน
การจับภาพหน้าจอทั้งหมดด้วยแป้นพิมพ์ลัด
วิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดในการจับภาพหน้าจอทั้งหมดบนแล็ปท็อปคือการใช้แป้นพิมพ์ลัด โดยคุณสามารถกดแป้น Win พร้อมกับ PrtSc หรือ PrtScn พร้อมกัน ภาพหน้าจอจะถูกบันทึกโดยอัตโนมัติในโฟลเดอร์ Capturas de tela หรือ Screenshots ซึ่งอยู่ภายในโฟลเดอร์ Imagens หรือ Pictures ในระบบของคุณ วิธีนี้เหมาะสำหรับการจับภาพทั้งหน้าจอโดยไม่ต้องเสียเวลาเปิดโปรแกรมเพิ่มเติม
สำหรับผู้ใช้แล็ปท็อปบางรุ่นที่แป้น PrtSc ไม่ทำงานตามปกติ คุณอาจต้องกดแป้น Fn ร่วมด้วย เช่น Fn + Win + PrtSc เพื่อให้การจับภาพทำงานได้อย่างสมบูรณ์ การกดแป้น Fn เป็นการเปิดใช้งานฟังก์ชันเสริมของแป้นพิมพ์ ซึ่งมักใช้ในแล็ปท็อปที่มีขนาดกะทัดรัด วิธีนี้จะช่วยให้คุณสามารถจับภาพหน้าจอได้ในทุกสถานการณ์ แม้ว่าแล็ปท็อปของคุณจะมีข้อจำกัดในการใช้แป้นลัดก็ตาม
นอกจากนี้คุณยังสามารถจับภาพหน้าจอทั้งหมดไปยังคลิปบอร์ดได้โดยการกดแป้น PrtSc เพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องกด Win ร่วมด้วย ภาพหน้าจอจะถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำชั่วคราว ทำให้คุณสามารถวางภาพลงในโปรแกรมแก้ไขภาพ เช่น Paint หรือ Word ได้ด้วยการกด Ctrl + V วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขภาพก่อนบันทึก หรือต้องการแชร์ภาพโดยตรงผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ

การจับภาพหน้าต่างที่ใช้งานอยู่เท่านั้น
บางครั้งคุณอาจต้องการจับภาพเฉพาะหน้าต่างโปรแกรมที่กำลังเปิดใช้งานอยู่ โดยไม่รวมส่วนอื่นๆ ของหน้าจอ วิธีนี้ทำได้โดยการกดแป้น Alt + PrtSc หรือถ้าเป็นแล็ปท็อปบางรุ่นอาจต้องใช้ Alt + Fn + PrtSc ภาพที่ได้จะเป็นภาพของหน้าต่างที่อยู่ในโฟกัสเท่านั้น ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากในการตัดต่อภาพภายหลัง การใช้วิธีนี้เหมาะสำหรับการบันทึกข้อมูลจากเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือเอกสารที่คุณต้องการเก็บเฉพาะส่วนที่สำคัญ
ภาพที่จับได้ด้วยวิธีนี้จะถูกส่งไปยังคลิปบอร์ดเช่นเดียวกับวิธีแรก คุณจึงต้องเปิดโปรแกรมแก้ไขภาพเพื่อวางและบันทึกภาพ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มีความแม่นยำและรวดเร็ว เพราะคุณไม่ต้องเสียเวลาตัดขอบภาพที่ไม่ต้องการออก เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานกับหลายโปรแกรมพร้อมกันและต้องการบันทึกข้อมูลเฉพาะหน้าต่างที่กำลังใช้งานอยู่
การจับภาพพื้นที่ที่เลือกด้วยเครื่องมือ Snipping Tool
เครื่องมือ Snipping Tool หรือ Ferramenta de Captura เป็นโปรแกรมพื้นฐานที่ติดตั้งมากับ Windows ทุกเวอร์ชัน คุณสามารถเปิดใช้งานได้โดยกดแป้น Win พิมพ์คำว่า Snipping Tool หรือ Ferramenta de captura ในช่องค้นหาแล้วเลือกโปรแกรม เมื่อเปิดขึ้นมา คุณจะสามารถเลือกโหมดการจับภาพได้หลายแบบ เช่น การจับภาพสี่เหลี่ยม การจับภาพอิสระ การจับภาพหน้าต่าง หรือการจับภาพทั้งหน้าจอ หลังจากเลือกพื้นที่แล้ว คุณสามารถบันทึกภาพในรูปแบบ PNG, JPEG หรือ GIF ได้ทันที
วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมพื้นที่ที่จับภาพอย่างละเอียด เช่น การจับภาพเฉพาะส่วนของเว็บเพจ หรือการจับภาพพื้นที่ที่ซับซ้อน เช่น แผนที่หรือกราฟ นอกจากนี้ Snipping Tool ยังมีเครื่องมือพื้นฐานสำหรับการแก้ไขภาพ เช่น ปากกาและปากกาเน้นข้อความ ทำให้คุณสามารถเพิ่มคำอธิบายหรือเน้นจุดสำคัญได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้โปรแกรมอื่น

อีกหนึ่งวิธีที่รวดเร็วคือการใช้แป้นพิมพ์ลัด Win + Shift + S ซึ่งจะเปิดเครื่องมือจับภาพหน้าจอแบบใหม่ที่เรียกว่า Snip & Sketch หรือการจับภาพพื้นที่ เมื่อกดแล้วหน้าจอจะมืดลงและมีเมนูให้คุณเลือกพื้นที่ที่ต้องการ จับภาพสี่เหลี่ยม จับภาพอิสระ หรือจับภาพหน้าต่าง ภาพที่ได้จะถูกส่งไปยังคลิปบอร์ด ซึ่งคุณสามารถวางลงในโปรแกรมอื่นๆ ได้ทันที วิธีนี้เป็นที่นิยมสำหรับผู้ใช้ Windows 10 และ 11 เนื่องจากความสะดวกและรวดเร็ว
ตารางเปรียบเทียบวิธีการจับภาพหน้าจอ
เพื่อให้คุณเข้าใจและเลือกวิธีที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณได้ง่ายขึ้น เราได้รวบรวมตารางเปรียบเทียบวิธีการจับภาพหน้าจอต่างๆ ในแล็ปท็อป พร้อมข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละวิธี
| วิธีการ | แป้นพิมพ์ลัด | ประเภทภาพ | การบันทึก | ข้อดี | ข้อจำกัด |
| จับภาพทั้งหน้าจอ (บันทึกอัตโนมัติ) | Win + PrtSc | หน้าจอทั้งหมด | บันทึกเป็นไฟล์ในโฟลเดอร์ Pictures | รวดเร็ว ไม่ต้องเปิดโปรแกรม | ต้องมีแป้น PrtSc ที่ใช้งานได้ |
| จับภาพทั้งหน้าจอ (คลิปบอร์ด) | PrtSc | หน้าจอทั้งหมด | ต้องวางด้วย Ctrl+V | สามารถแก้ไขก่อนบันทึก | ต้องเปิดโปรแกรมแก้ไขภาพ |
| จับภาพหน้าต่างที่ใช้งาน | Alt + PrtSc | เฉพาะหน้าต่าง | ต้องวางด้วย Ctrl+V | แม่นยำ ไม่ต้องตัดต่อ | ใช้ได้เฉพาะหน้าต่างที่เปิดอยู่ |
| จับภาพพื้นที่ที่เลือก (Snipping Tool) | Win + Shift + S | พื้นที่ที่เลือก | บันทึกหรือวางได้ | ยืดหยุ่น ควบคุมพื้นที่ได้ | ต้องใช้เวลาเลือกพื้นที่ |
| ใช้โปรแกรม Snipping Tool | เปิดผ่าน Start | หลายรูปแบบ | บันทึกเป็นไฟล์ | มีเครื่องมือแก้ไขในตัว | ต้องเปิดโปรแกรมก่อน |
เคล็ดลับและเทคนิคเพิ่มเติม
นอกเหนือจากวิธีการที่กล่าวมาแล้ว ยังมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยให้การจับภาพหน้าจอในแล็ปท็อปของคุณมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หากคุณเป็นผู้ใช้แล็ปท็อปที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows คุณสามารถใช้ฟังก์ชัน Snipping Tool แบบใหม่ที่มีใน Windows 10 และ 11 โดยการกดแป้น Win + Shift + S จะเปิดเครื่องมือที่เรียกว่า Snip & Sketch ซึ่งมีฟังก์ชันการจับภาพที่รวดเร็วและใช้งานง่ายกว่าเวอร์ชันเก่า คุณยังสามารถตั้งค่าให้ Snip & Sketch เปิดโดยอัตโนมัติเมื่อคุณกดแป้น PrtSc ได้โดยไปที่การตั้งค่าระบบ
สำหรับผู้ที่ต้องการจับภาพหน้าจอในโปรแกรมเฉพาะ เช่น เกมหรือแอปพลิเคชันแบบเต็มหน้าจอ คุณสามารถใช้ฟังก์ชัน Game Bar ของ Windows โดยกดแป้น Win + G เพื่อเปิด Game Bar แล้วคลิกปุ่มจับภาพหรือกด Win + Alt + PrtSc วิธีนี้เหมาะสำหรับนักเล่นเกมหรือผู้ที่ต้องการบันทึกวิดีโอหน้าจอพร้อมกับภาพนิ่ง นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้โปรแกรมของบริษัทอื่น เช่น Lightshot, Greenshot หรือ ShareX ซึ่งมีฟังก์ชันการแก้ไขและการแชร์ที่หลากหลายกว่า

อีกหนึ่งเทคนิคที่มีประโยชน์คือการใช้แป้นพิมพ์ลัดเพื่อจับภาพหน้าจอในอุปกรณ์พกพาหรือแท็บเล็ตที่ใช้ Windows หากคุณใช้แล็ปท็อปแบบ 2-in-1 ที่มีหน้าจอสัมผัส คุณสามารถจับภาพหน้าจอได้โดยการกดปุ่ม Power และปุ่มเพิ่มเสียงพร้อมกัน หรือใช้ปุ่ม Windows และปุ่ม PrtSc แบบเดียวกัน วิธีนี้ช่วยให้คุณสามารถจับภาพหน้าจอได้ทุกเมื่อแม้ในขณะที่ใช้โหมดแท็บเล็ต
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีการแก้ไข
ผู้ใช้แล็ปท็อปหลายคนอาจพบปัญหาเมื่อพยายามจับภาพหน้าจอ โดยเฉพาะในแล็ปท็อปบางรุ่นที่แป้น PrtSc ไม่ทำงานตามที่คาดไว้ สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากการที่แป้น Fn ไม่ได้เปิดใช้งาน หรือการตั้งค่าแป้นพิมพ์ในระบบถูกปรับเปลี่ยน วิธีแก้ไขคือลองกดแป้น Fn + PrtSc หรือ Fn + Win + PrtSc เพื่อเปิดใช้งานฟังก์ชันการจับภาพ นอกจากนี้คุณยังสามารถตรวจสอบการตั้งค่าแป้นพิมพ์ใน Windows โดยไปที่การตั้งค่า > อุปกรณ์ > การพิมพ์ และตรวจสอบว่าฟังก์ชันการจับภาพถูกเปิดใช้งานอยู่
อีกปัญหาที่พบบ่อยคือภาพหน้าจอไม่ถูกบันทึกหรือไม่ปรากฏในโฟลเดอร์ที่คาดหวัง หากคุณใช้วิธี Win + PrtSc ภาพควรถูกบันทึกในโฟลเดอร์ Pictures > Screenshots หากไม่พบ ลองตรวจสอบว่าโฟลเดอร์ดังกล่าวถูกสร้างขึ้นหรือไม่ หรืออาจเกิดจากการตั้งค่าสิทธิ์ในระบบ ในกรณีที่คุณใช้วิธี PrtSc เพียงอย่างเดียว ภาพจะถูกเก็บในคลิปบอร์ดเท่านั้น คุณต้องเปิดโปรแกรมเช่น Paint หรือ Word แล้ววางภาพด้วย Ctrl + V ก่อนจึงจะสามารถบันทึกได้
ผู้ใช้ควรตรวจสอบด้วยว่าแล็ปท็อปของคุณใช้เฟิร์มแวร์หรือไดรเวอร์ล่าสุด โดยเฉพาะสำหรับแป้นพิมพ์และการ์ดจอ การอัปเดตระบบปฏิบัติการ Windows อย่างสม่ำเสมอจะช่วยแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแป้นพิมพ์ลัดและการจับภาพหน้าจอ หากปัญหายังคงอยู่ คุณสามารถใช้โปรแกรมจับภาพหน้าจอของบริษัทอื่นเป็นทางเลือก เช่น Greenshot หรือ PicPick ซึ่งมักมีฟังก์ชันการทำงานที่เสถียรและรองรับการปรับแต่งได้มากกว่า

รายการวิธีการจับภาพหน้าจอยอดนิยม
เพื่อความสะดวกในการเลือกใช้ เราได้รวบรวมรายการวิธีการจับภาพหน้าจอที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับผู้ใช้แล็ปท็อป โดยเรียงลำดับจากวิธีที่ง่ายที่สุดไปจนถึงวิธีที่ซับซ้อนมากขึ้น
รายการนี้ประกอบด้วยวิธีการต่างๆ ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที
- กด Win + PrtSc เพื่อจับภาพทั้งหน้าจอและบันทึกอัตโนมัติในโฟลเดอร์ Pictures
- กด PrtSc เพื่อจับภาพทั้งหน้าจอไปยังคลิปบอร์ด จากนั้นวางในโปรแกรมแก้ไข
- กด Alt + PrtSc เพื่อจับภาพเฉพาะหน้าต่างที่เปิดใช้งานอยู่
- กด Win + Shift + S เพื่อเปิดเครื่องมือ Snip & Sketch สำหรับเลือกพื้นที่
- เปิดโปรแกรม Snipping Tool จากเมนู Start เพื่อจับภาพและแก้ไขได้ทันที
- ใช้ Game Bar ด้วย Win + G สำหรับจับภาพในเกมหรือแอปพลิเคชัน
การใช้ฟังก์ชันเสริมเพื่อการจับภาพที่ดีขึ้น
สำหรับผู้ที่ต้องการการจับภาพหน้าจอที่มีประสิทธิภาพสูงสุด การใช้ฟังก์ชันเสริมที่มาพร้อมกับ Windows จะช่วยให้คุณทำงานได้รวดเร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น ฟังก์ชัน Snip & Sketch ใน Windows 10 และ 11 ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณเลือกพื้นที่จับภาพได้อย่างอิสระ แต่ยังมีเครื่องมือสำหรับแก้ไขภาพ เช่น การวาดเส้น การเน้นข้อความ หรือการครอบตัดภาพ นอกจากนี้คุณยังสามารถแชร์ภาพที่จับได้โดยตรงผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น อีเมลหรือโซเชียลมีเดีย โดยไม่ต้องบันทึกเป็นไฟล์ก่อน
อีกหนึ่งฟังก์ชันที่มีประโยชน์คือการตั้งค่าให้การจับภาพหน้าจอทำงานในโหมดมืดหรือโปร่งใส ซึ่งช่วยให้คุณมองเห็นพื้นที่ที่ต้องการจับภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องการจับภาพพื้นที่ที่มีสีเข้มหรือมีรายละเอียดมาก คุณสามารถปรับการตั้งค่าเหล่านี้ได้ในการตั้งค่าของ Snip & Sketch หรือ Snipping Tool นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันการจับภาพแบบหน่วงเวลา ซึ่งช่วยให้คุณสามารถตั้งเวลาในการจับภาพ เช่น 3 วินาทีหรือ 5 วินาที ก่อนที่ภาพจะถูกบันทึก มีประโยชน์เมื่อคุณต้องการจับภาพเมนูหรือหน้าต่างที่ปรากฏขึ้นชั่วคราว

ผู้ใช้แล็ปท็อปควรทำความคุ้นเคยกับฟังก์ชันเหล่านี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณต้องจับภาพหน้าจอเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน การใช้เครื่องมือที่มีอยู่ในระบบจะช่วยลดภาระในการติดตั้งโปรแกรมเสริม และยังช่วยให้คุณมีตัวเลือกในการแก้ไขภาพที่รวดเร็วและสะดวกสบาย
ข้อควรระวังและคำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้น
การจับภาพหน้าจอในแล็ปท็อปอาจดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ก็มีข้อควรระวังบางประการที่คุณควรทราบเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในระยะยาว สำหรับผู้เริ่มต้น ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ตั้งค่าแป้นพิมพ์ลัดให้ทำงานอย่างถูกต้องก่อนใช้งาน โดยเฉพาะในแล็ปท็อปที่ใช้แป้น Fn เพื่อเปิดใช้งานฟังก์ชันเสริม การไม่เข้าใจการทำงานของแป้น Fn อาจทำให้คุณกดแป้นลัดผิดวิธีและได้ผลลัพธ์ที่ไม่ตรงตามต้องการ
นอกจากนี้ ควรคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลเมื่อคุณจับภาพหน้าจอที่มีข้อมูลส่วนตัว เช่น รหัสผ่าน หมายเลขบัตรเครดิต หรือข้อความส่วนตัว การแชร์ภาพหน้าจอผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อาจทำให้ข้อมูลของคุณรั่วไหลได้ ดังนั้นควรตรวจสอบภาพก่อนแชร์ทุกครั้ง และใช้เครื่องมือแก้ไขเพื่อลบหรือปกปิดข้อมูลที่ละเอียดอ่อน การใช้ฟังก์ชัน Snip & Sketch หรือโปรแกรมแก้ไขภาพอื่นๆ จะช่วยให้คุณสามารถใส่กรอบหรือข้อความทับบนภาพได้อย่างปลอดภัย
สุดท้าย หากคุณใช้แล็ปท็อปที่มีหน้าจอความละเอียดสูง เช่น 4K หรือการตั้งค่า scaling ที่แตกต่าง ภาพที่จับได้อาจมีขนาดใหญ่กว่าที่คุณคาดหวัง ซึ่งอาจทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่และใช้พื้นที่จัดเก็บมากขึ้น คุณสามารถปรับการตั้งค่าการจับภาพให้มีความละเอียดต่ำลง หรือใช้การบีบอัดไฟล์ก่อนบันทึก โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องการแชร์ภาพผ่านอีเมลหรือแพลตฟอร์มที่มีข้อจำกัดด้านขนาดไฟล์
แหล่งอ้างอิง
ข้อมูลในบทความนี้รวบรวมจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อให้ผู้อ่านได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน แหล่งอ้างอิงหลักได้แก่ Microsoft Support ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับ





